凡的基.尔.提♡ View my profile

♡ เกลียดเด็ก # ตอนที่ 1 (อาป๊า)

posted on 10 Aug 2011 21:44 by childen2shangri-la in fiction
SEUNGJIN FICTION | CONTENTS♞
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ 
 
เกลียดเด็ก
ไม่รู้อะไรควรไม่ควร, ไม่รู้เวล่ำเวลา, เด็กและความรัก


ตอนที่ 1 (อาป๊า)


ซึงฮยอนกำลังคร่ำครวญและตริตรองอย่างเงียบเชียบคนเดียวภายในใจ หากแต่ว่าความเป็นจริงที่พึงระรึกได้นั้นกลับทำให้ เรื่องราวทั้งหลายดูจะยุ่งยากมากมายไปเสียยิ่งกว่าเก่า ถ้านี่ไม่ใช่โจ๊ก ไม่ใช่มุกตลก นั่นก็เป็นเพราะว่าวันนี้น่ะไม่ใช่วันที่ 1 เมษา และผลลัพธ์ที่เหลืออยู่ก็ดูเหมือนว่าจะมีทางหนีทีรอดน้อยเต็มทน

เด็ก…

ที่หน้าประตูห้องพักของเขา


อย่างกับว่านี่คือนวนิยายชื่อดังทำนองเดียวกันกับแฮร์รี่ พอตเตอร์อะไรอย่างนั้นแหละ ใครวะ?! ดัมเบอร์ดอร์ป้ะ ที่จงใจทิ้งไอ้เด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้านี่ไว้ ให้เขาเลี้ยงต่อแล้วรอโวลเดอร์มอร์มารับตัวไปเป็นทาสรับใช้(ผิดเรื่องละ) ที่มากดกริ่งรัวแต่บ่ายแล้วก็เสกคาถาหายตัวไป ในขณะที่ทิ้งพ่อมดตัวน้อยอายุไม่น่าจะเกิน 5 ขวบนี่ไว้ให้

เวรเหอะ…

จำไม่ได้ด้วยว่าเคยไปมีบรรพบุรุษที่ไม่ใช่มักเกิ้ลกับคนอื่นเขาตั้งแต่เมื่อไหร่

ต้องมีการเข้าใจผิดอะไรสักอย่างเนี่ยแหละ ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิด มีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นแน่ๆ !!!!


“อาป๊า!”


ซง ซึงฮยอนน่ะนะ เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยโซล... ที่ซึ่งกำลังจะประสบความสำเร็จในการศึกษาในอีกไม่เร็วไม่ช้านี้ ณ คณะนิติศาสตร์อันเป็นที่ใฝ่ฝัน จริงๆแล้วก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนประเภทที่คร่ำเคร่งหมกมุ่นถึงขนาดที่ไม่เคยไปมีเรื่องเกี่ยวพันกับพวกผู้หญิงหรอก แต่โทษทีว่ะ

ซะยิ่งกว่าญาติโกโหติกาพี่ป้าน้าอาไปเป็นพวกผู้วิเศษอีก...

แต่ว่ากูจำไม่เห็นได้นะว่าเคยไปไข่ทิ้งไว้เมื่อไหร่?!

ก็แล้วถ้าอย่างนั้นทำไมไอ้เด็กนี่มันถึงได้เรียกกูว่าอาป๊าล่ะ
อาป๊า? อัปป้า? อัปป้านี่มันแปลว่าพ่อใช่มะ?!?!?!


ซึงฮยอนกำลังลังเลใจอย่างสุดฤทธิ์ทีเดียวล่ะตอนนั้นน่ะ แต่เหมือนว่า ยิ่งความตื่นตระหนกตรงเข้าครอบงำเขาได้มากเท่าไหร่ เหมือนจะยิ่งเปิดโอกาสให้ไอ้เด็กนี่มีท่าทีสั่นประสาทเขาได้มากขึ้นเท่านั้น ก็จริงๆแล้วน่ะ ไอ้คุณซง ซึงฮยอนทั้งขยาดทั้งขยะแขยงเด็กเล็กๆพูดจาไม่รู้เรื่องรู้ราวแบบนี้เสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด!

แต่ก่อนเคยวางแผนชีวิตเอาไว้ ว่าให้เป็นตายร้ายดียังไงก็จะไม่มีลูกน้อยหอยสังข์อะไรพันนี้เด็ดขาด

แต่สายไปแล้วเหรอวะ?!

“อาป๊า อาป๊า อาป๊า”

กูรู้แล้วววว ขอเวลาคิดนิดนึงดิ อย่าเพิ่งเร่งได้ป้ะ!!!

“อาป๊าาาาาาาาาา!!!!” เออออออออออ "อาาาาาป๊าาาาาาาาาาาาาา!!!!!!"

“โอ้ย เงียบก่อนเห๊อะ!!!!”


เขาสถบ ตอนนั้นแหละที่เล็งเห็นซองจดหมายสีชมพูอ่อนหวานแนบวางอยู่ข้างๆตัวเด็ก หึ… ฟอร์มเดียวกันกับในหนังน้ำเน่าเด๊ะ คนที่ถูกเรียกว่าพ่อถึงกับยกมือขึ้นปาดเหงื่อซึ่งผุดขึ้นมามากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ตัวเลย ซึงฮยอนโค้งตัวลง คว้าเอาซองกระดาษนั้นขึ้นมาแกะอ่านข้อความด้านในดู ใจความว่า


“สวัสดีซึงฮยอน…”


ถึงเขา…

ถึงเขาจริงๆด้วย

ในใจลึกๆก็หวังไว้อยู่แล้วว่ามันจะมาส่งผิดบ้าน แต่ปรากฏว่าจดหมายนี่จ่าถึงเขา ความจริงอันงี่เง่าข้อนี้ทำเอารู้สึกกระอักกระอ่วม

ใจเย็นหน่ะ…

อ่านให้จบก่อน


เขาเหลือบลงไปดู แล้วไอ้เด็กน้อยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มนั่นก็ยังคงจับจ้องมองมาที่อาป๊าของมันซะตาแป๋ว

หึหึ…หึ คิดว่ากูจะเอ็นดูง๊ะ

ตล๊ก!


“หวังว่านายคงจะสบายดี…”
เออสิ “ฉันไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นมันยังไง แต่ไม่ว่ายังไง ช้าหรือเร็วสักวันฉันก็คงจะต้องบอก…”

ซึงฮยอนกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ความดราม่าพิสดารที่กำลังคืบคลานเข้ามานี้เป็นความรู้สึกประมาณว่าควรจะรีบๆขยำมันทิ้งลงถังขยะไป และปิดประตูปัง !!!! หนีความจริงซะตั้งแต่ตอนนี้เลย !!!!

(น่าจะ)ยังทัน!!!!!(เหรอ?)


“…ตอนนั้นนายเมามาก”

เหี้ยละ

“และฉันก็เมามากด้วย”

มันจะบรรลัยก็ตรงนี้แหละ !

“ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเพื่อนกัน แต่คืนนั้นฉันยอมรับว่าฉันเองก็เผลอไป”

แง๊๊งง

“นายอาจจะจำไม่ได้ ยังไงก็เถอะ ไม่กี่เดือนต่อมาฉันก็มีเขา”

ม่ายจริ๊งงงงง


“ฉันตัดสินใจว่าจะดูแลเขาเองด้วยตัวของฉันเอง แต่ว่าซึงฮยอน ฉันต้องขอโทษจริงๆ แม้ว่าเรื่องนี้จะผ่านมานานถึง 5 ปีแล้ว แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็เป็นลูกนายนะ ฉันไม่ดีพอที่จะเลี้ยงดูเขาได้ ฉันหวังว่านายจะไม่ใจร้าย และรักเขาให้มากๆ ฉันฝากจินด้วยนะ”


บัดซบ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!



ให้นี่เป็นชอตที่ประสาทแดกแห่งปีไปได้เลย!!! นี่มันอะไรกันวะเนี่ย!!!!
 
 
ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนกำลังจะอาเจียนออกมาก็ไม่เชิง หรือว่ากำลังจมน้ำก็ไม่เชิง กำลังลูกถูกคลื่นที่สูงเกิน 50 ฟุตสาดใส่เข้าเต็มใบหน้าก็ไม่เชิงอีก วิงเวียน คลื่นไส้ คล้ายจะเป็นลม

เชด…

เชด... โด้


เขาขยำกระดาษสีชมพูในมือนั่นทิ้งลงอย่างหัวเสีย ปาสะเปะสะปะออกไปที่ไหนสักที่ ก่อนพยายามยืนนิ่งๆ ทำตัวตรง และเริ่มกำหนดลมหายใจเข้าออกตามที่เคยได้เรียนมาในชั่วโมงพุทธศาสนา เอ้า!

พุธ…

โธ…

เย็นหนอๆ

พุธ…

โธ…

เวรเอ้ย เวรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร ... เอ้ย!


“อาป๊า!”


ประเด็นอยู่ที่แกเนี่ยแหละ ที่อยู่ตรงหน้านั่น เด็ก… ไม่ใช่เด็กทารกอะไรแบบนั้นหรอกนะ ก็โตแล้วล่ะ สักประมาณ 5-6 ขวบแล้วอย่างในจดหมายว่า ผิวขาว ตากลมโต ปากอิ่มแดงจัด ดูนุ่มนิ่มน่ารักในแบบของเด็กๆ

ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย ความวัยเยาว์ไม่ควรที่จะเกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสังคมด้วยซ้ำไป แต่ก็เป็นไปแล้ว!!!

ในตอนนี้เด็กนี่คือปัญหา

ปัญหาใหญ่โคตรพ่อโคตรแม่เลยด้วย


ก็แม้แต่จนถึงตอนนี้ เขายังงงอยู่เลย

เขามีลูก?!?!?!

ตอนไหน? กับใคร? เมื่อไหร่? ยังไง?

คนเรานี่… จู่ๆก็จะให้กำเนิดเด็กตัวโตขนาดนี้ขึ้นมาได้โดยที่ไม่รู้ตัวเลยมาตลอด 5 ปีอย่างนั้นจริงๆดิ?!


นี่มันนิยายแล้วโว้ยยยยยยยยยย!


“อาป๊า?! หนาว!”

พูดได้ด้วย?!

เออ… ก็ต้องได้สิเน๊อะ(ไหวมั๊ยกู)



แต่เอาจริงๆนะ ซึงฮยอนเองก็ยอมรับว่าไอ้เด็กตรงหน้านี่น่ะ ให้ความรู้สึกคุ้นตาอย่างโคตรประหลาด…
เหมือนมากๆ… คล้ายคลึงกับใคร ใครสักคนที่เขาคงจะต้องเคยรู้จักมักจี่มาก่อนแน่ๆ

ความรู้สึกคุ้นเคยพันนี้… ปัดโธ่เอ้ย !



คุณพ่อคนใหม่(?)พยักหน้าหงึกหงักกับตัวเอง พยายามคิดให้ตกว่าควรจะรับมือกับเรื่องแบบนี้ด้วยกระบวนท่าไหน

“นาย… เป็นใครเนี่ย” แต่แล้วสุดท้ายก็ลงเอยด้วยคำถามโง่ๆ โง่กว่าเด็กอายุ 5 ขวบอีก ทำอะไร ยังไง ไปไม่ถูกแล้วจริงๆบ๊อบเอ้ย

“เราเป็นลูกชายของอาป๊า!”

นั่น มันจัดให้เลยคำตอบ

“นาย… นาย… เนี่ยนะเป็นลูกฉัน?! คือ… ไม่ได้อยากจะทำร้ายจิตใจหรอกนะ แต่… ฉันจำไม่ได้ว่า…”

“อ่อมม่าบอกให้จินพูดว่านายคืออาป๊าเข้าใจไหม?!”

“ห๊ะ”

“ก็ใช่น่ะสินายคืออาป๊าของเรา”

“แล้วออมม่านายคือใคร” วะ

“นายไม่รู้เหรอ?”

ก็ไม่รู้น่ะสิวะ ไอ้เด็กนี่… -“-


“ใช่ดิ… จู่ๆเข็นนายมาทิ้งไว้หน้าห้องฉันอย่างนี้ หลักฐานก็ไม่มี จะมาพูดว่าให้รับเป็นลูกง่ายๆงี้ได้ไง”

“จินเป็นลูกอาป๊า!”

“ไม่เชื่อ! ไม่มีหลักฐาน!”

“แต่อ่อมม่าบอกแบบนี้ เป็นเด็กดีก็ต้องเชื่อฟังอ่อมม่าสิ!”

เด็กดีเร๊อะ เป็นไปคนเดียวเถอะเมิงงง(นี่ไม่ได้อยากจะหยาบคายกับเด็กน้อยเลยนะ สาบ๊าน!)

“แต่ฉันไม่รู้จักออมม่านายนิ่!”

“ฮึก…”

“เฮ้ยยยยยยยยย!!!!!!”

“ฮึก…”

“เฮ้ย เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน อย่าบอกนะว่า…”

“ฮึก… ฮือ… อ่อมม๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”


เฮ้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!



ก็เพราะว่าอย่างนี้ไงล่ะ กูถึงได้เกลียดเด็ก!!!!!!!!!!!!!!!!


จากเรื่องเล็กๆ(ตรงไหน)จะได้กลายเป็นเรื่องใหญ่ก็ตอนนั้น ไอ้ลูกชาย(รึป่าวไม่รู้)ของเขา ที่ก่อนหน้านี้ทำตัวเงียบเชียบเรียบร้อย มารยาทดี๊ดี บัดนี้... กลับตั้งตกตั้งใจแหกปากเรียกหาแม่ของมัน พร้อมทั้งร้องไห้ฟูมฟาย บีบน้ำตาออกมาเรียกความดราม่าแบบไม่บันยะบันยัง

ซง ซึงฮยอนน้ำท่วมปาก

แล้วก็… จะให้ทำอะไร ก็ไปต่อไม่ถูกอีกแล้วหล่ะ



ซง ซึงฮยอนอายุ 20 ปี…
กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยโซล

ซง ซึงฮยอนชอบอยู่ในที่เงียบๆและให้ความรู้สึกสงบสุข เกลียดสงครามและการโจมตีในเกมคอมพิวเตอร์
เขาชอบสีเหลือง เกลียดสัปปะรด ส่วนอาหารโปรดก็คือพิซซ่าหน้าซีฟู้ด

ทีนี้เรื่องสำคัญอีกเรื่องที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ


ขอให้จำไว้เลย ... ว่า


ซง – ซึง – ฮ – ยอน ––– เกลียด ––– เด็ก ––– !!!


เกลียดมาก…


มาก…


มากที่สุด!!!!!!!





 
“ไอ้บ้าเอ้ย นายทำลูกฉันร้องไห้!!!!!!!”
 
กำลังจะสติแตกได้ที่อยู่วินาทีนั้น ทว่าเสียงแว่วหวานอันคุ้นหูของบุคคลที่สาม กลับกระชากเอาประสาทสัมผัสทั้งหมดไปกองรวมกันอยู่ที่เจ้าตัวได้เสียชะงัก
 
และทันทีที่สายตาได้ประสบเข้ากับอีกฝ่าย รับรู้ว่าใครเป็นใคร ก็ทำเอาคนที่เพิ่งจะรู้ตัวเองว่าเป็นพ่อหมาดๆถึงกับแทบล้มโครมลงทั้งยืน เป็นตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียที่ตรงนั้นเลย

อย่าบอกนะเว้ยว่า…
 
ว่า...
 
ว่า...

 
“จินอย่าร้องไห้น๊า ออมม่าอยู่นี่ไงล่ะ เรื่องเมื่อกี้เดี๋ยวอัปป้าจะจัดการเอง~”

คนที่มาใหม่ว่า ตามมาติดๆด้วยบุคลากรหน้าโคตรคุ้นคนที่สอง ที่มาพร้อมคำกล่าวทักทายอย่างว่องไว “เออ ว่าไง ลูกพี่ซึงฮยอน”


อย่าบอกนะเว้ยว่า…



“พี่แจจิน?!?!?! มินาริ?!?!?!!!!!!!!!!!!!!!”










กูว่ากูเกลียดเด็กแล้ว แต่แม่งกูเกลียดพ่อกับแม่มันมากกว่า 10 เท่าเลยหว่ะ…

คุณอี แจจิน กับคุณชเว มินฮวาน

ฮาดิ้นไปเลยดิครับ…


ในห้องนั่งเล่น หอพักของเขาเอง มินฮวาน พี่แจจิน จิน(?) และเจ้าของห้องกำลังนั่งรุม(?)กินพิซซ่าที่โทรไปสั่งมาเมื่อครู่ พร้อมทั้งออกปากคุยกันเรื่องนู่นนี่อย่างออกรสออกชาติ แน่นอนว่าก็อร่อยอยู่หรอก แต่จะอร่อยมากๆ มากกว่านี้มากๆ ถ้ากูจะไม่ได้เจอกับสถานการณ์ซังกะบ๊วยก่อนหน้านี้มาหมาดๆน่ะ!!!!!!!

“โธ่ใจเย็นดิ แค่ล้อเล่นน่ะ ฮ่าๆๆ…”

ขำโคตรรรร

กูเกือบประสาทแดกไปแล้วครับเพื่อนรัก มีใครเข้าใจมั่งปะอยากรู้!

“อธิบายมาให้หมดเลย ทั้งพี่แล้วก็แกไอ้มินฮวาน ฉันเกือบเป็นบ้า ไม่ดิ เป็นบ้าไปแล้วเว้ย เมื่อกี้นี่น่ะ!!!”

ฮากันไปอีกระรอก พี่แจจินพยายามยื้อยุดฉุดกระชาก แย่งชิ้นเบคอนเล็กๆในมือกับเด็กน้อยน่ารักบนตัก ที่ซึ่งแกะแบบออกมาเหมือนกันเปี้ยบกับเจ้าตัวไม่มีผิดเพี้ยนเลยสักกระเบียดนิ้ว อ่อ กูว่าละ ทำไมแม่งโคตรคุ้นหน้ามันนัก! ส่วนมินฮวานก็ยัดเอาน่องไก่บาร์บีคิวคำโตเข้าปากไป สรุปว่าไม่มีใครคิดจะอธิบายอะไรเพื่อให้กูกระจ่างเลยใช่มะ?!?!

เยี่ยมม...

“ก็บอกว่าล้อเล่นไงล่ะ ฮ่าๆ จะเป็นลูกแกได้ไง นี่ลูกฉันกับแจจิน”

เหนือได้อีก!

พวกแกไปมีลูกกันตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะน่ะ?!?!?!


“ขำๆน่า อุตส่าห์มาเยี่ยมทั้งที ต้องมีเหตุการณ์น่าประทับใจหน่อยนึง ฮ่าๆๆ”

พี่แจจินเสริม หัวเราะร่า ส่วนคนเป็นลูกก็หน้าจิ้มลงไปในถาดพิซซ่าซะซอสเปื้อนจมูกเปื้อนปากเลอะท่วมไปหมด

“ประทับใจมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

“ก็ดีใจที่ได้ยินอย่างน้านนน”

แหม่ กูประช๊ด !

“ฮึ่ย… เอาเหอะ ก็ดีแล้วที่ไม่ใช่ลูกผม”

ไม่งั้นเลี้ยงได้ไม่เกินสองวันกูจับมันโยนลงถังขยะแน่!

“คิกๆ”

“แล้วนี่? เกิดเหตุอาเพศอะไรล่ะ ร้อยวันพันปีไม่เคยมีแม้แต่จะโทรมาถามสารทุกข์สุขดิบ?!”

พี่แจจินร้องอ๋อ ก่อนที่จะยกเอาไอ้ตัวเล็กส่งไปให้นั่งตักมินฮวานแทน

“นายอะ ก็พูดเข้า คืองี้… แบบว่า”

แค่เกริ่นขึ้นมา กูก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบละ

“อ่าฮะ”

“ฉันกับมินฮวานว่าจะไปฮันมีมูนล่ะ!”

จ่ะ หวานแหวว

“อ่า… โชคดีละกันนะ”

“ประเด็นก็อยู่ตรงนั้นแหละ!”

“ตรงไหน?!”

“ตรงนั้นไง…”


ใช่แล้ว…


เป็นโจ๊กเม็ดที่สอง


สำหรับไอ้โจ๊กที่ว่านี้น่ะ ก็เรื่องตลกทั่วๆไป ของไอ้พวกคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน(ตรงไหนวะ)ที่มักจะชอบทำตัวไร้สาระขึ้นมาดื้อๆ อยากได้อิสระเสรีขึ้นมาเสียเฉยๆ หลังจากที่มีเด็ก?!

เหมือนละครฮาๆทั่วๆไปเลย ไอ้ประเภทที่หนีไปฮันนีมูนกันถึงเมืองนอกสักปีหรือครึ่งปี แล้วฝากลูกฝากหลานไว้กับคนข้างบ้าน โทษทีเหอะ แต่เอาจริงๆเลยคือ ไอ้เรื่องแบบนี้

มันควรจะมีแค่ในละครไง พวกแกจะเอามาใช้ในชีวิตจริงได้ยังไง?!?!?!

ที่ว่าจะเอาไอ้เด็กน้อยท่าทางกวนโอ้ยเหมือนพ่อเหมือนแม่มันมาฝากไว้ระหว่างที่ไปพลอตรักเนี่ย

หมายความว่าไงวะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!



“ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”


ก็รู้ๆกันอยู่แล้วนี่หว่า ว่าคำ